Sculptra คืออะไร ดีอย่างไร เหมาะกับใคร

Last updated: 28 มิ.ย. 2566  |  1136 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Sculptra คืออะไร ดีอย่างไร เหมาะกับใคร



SCULPTRA คืออะไร
Sculptra คือ สารกำเนิดคอลลาเจนในรูปแบบการฉีด ที่ประกอบด้วย PLLA (Poly-L-Lactic acid) มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เติมเต็มชั้นผิว และยกกระชับใบหน้า อยู่ได้นานถึง 2-3 ปี และคงรูปได้ดีกว่าฟิลเลอร์ชนิด HA (Hyaluronic Acid) ทั่วไป

PLLA ย่อมาจาก Poly-L-Lactic acid เป็น Biostimulator ตัวแรก ได้รับการอนุมัติจาก FDA ในสหรัฐอเมริกาและถูกใช้ทั่วโลกตั้งแต่ปี 1999 เป็นสารสังเคราะห์จากพืชที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างใต้ชั้นลึกของผิว เพื่อลดริ้วรอย ยกกระชับและทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น

ในการฉีดสาร PLLA นั้น โดยหลักการเป็นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในการเรียกเม็ดเลือดขาวที่ชื่อว่าMacrophage ออกมาทำงานกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินที่ใต้ชั้นผิวทำให้คืนความอ่อนเยาว์อย่างป็นธรรมชาติ ซึ่งจะคงปริมาตรได้ดีกว่า Hyaluronic Acid ทั่วไป โดยสลายตัวช้ากว่าทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานมากกว่า


Collagen คือ ตัวการสำคัญ ที่ทำให้ผิวยังคงแข็งแรงอ่อนเยาว์
คอลลาเจน ( Collagen ) คือ เส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่คล้ายกาวเกาะยึดส่วนต่างๆ ในร่างกาย เป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง ขน เส้นผม กระดูกอ่อน ข้อต่อ หลอดเลือด กล้ามเนื้อ รวมถึงเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ทั่วร่างกายซึ่งร่างกายมนุษย์ทุกคนสามารถสร้างขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งปกติคอลลาเจนที่ร่างกายได้รับมักมาจากการทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา พืช หรือผลิตภัณฑ์จากนมเข้าไปย่อยสลายจนแตกตัวและก่อตัวขึ้นใหม่ กลายเป็นเส้นใยโปรตีนหรือคอลลาเจน ซึ่งทําหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายคอยช่วยให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้น ยืดหยุ่น คงความกระชับ เต่งตึง เรียบเนียน และช่วยปกป้องความแข็งแรงให้กับกระดูกอ่อน โดยร่างกายจะสามารถผลิตคอลลาเจนได้มากในขณะที่เรามีอายุน้อย และจะลดปริมาณการผลิตคอลลาเจนลงเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ขึ้นไปพบว่าการสังเคราะห์คอลลาเจนจะลดลงหรือในผู้ที่มีปัจจัยบางอย่างทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายได้ง่าย คอลลาเจนในร่างกาย 5 ประเภท

  1. คอลลาเจนประเภทที่ 1 (type I) ซึ่งพบมากถึง 90% ของคอลลาเจนทั้งหมดในร่างกายช่วยในการสร้างกระดูก ผนังหลอดเลือด เอ็นและเอ็นยึดกล้ามเนื้อ ผิวหนัง กระจกตา และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มีความเหนียวและแข็งแรงมากที่สุด มีความสำคัญในเรื่องของเพิ่มความยืดหยุ่น ป้องกันเนื้อเยื้อไม่ให้ฉีกขาด
    และช่วยสมานแผลบนผิวหนังได้ดี ด้วยเหตุนี้ผิวของผู้ที่มีคอลลาเจนอย่างเพียงพอจึงสวย เนียน ไร้ริ้วรอยนั่นเอง
  2. คอลลาเจนประเภทที่ 2 (type II) พบมากในกระดูกอ่อน เช่น ส่วนประกอบของหู จมูก หลอดลมและกระดูกซี่โครง ทำหน้าที่แตกต่างจากคอลลาเจน type I อย่างสิ้นเชิง โดยจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์ของเซลล์ให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อการลดอัตราการเสื่อมของกระดูกอ่อน บริเวณข้อต่อ ซึ่ง คอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นคอลลาเจน ที่พบได้ในกระดูกอ่อนและหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและให้ความแข็งแรงแก่ข้อต่อในขณะที่มีการเคลื่อนไหว โดยปกติแล้วในกระดูกอ่อนจะประกอบด้วยโครงข่ายของเส้นใยคอลลาเจนไทพ์ทู รวมตัวกับกรดไฮยาลูโรนิค(Hyaluronic acid) และโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan) ได้แก่ แอกกริแคน (Aggrecan) ซึ่งมีไกลโคอะมิโนไกลแคน (Glycoaminoglycans) คือคอนโดอิติน ซัลเฟต (Chondroitin Sulfate) และเคอราแทน ซัลเฟต (Keratan Sulfate) เป็นส่วนประกอบ การศึกษาพบว่าในผู้ที่น้ำหนักตัวมาก และผู้สูงอายุ กระดูกอ่อนชนิด Articular Cartilages ซึ่งมีความทนต่อแรงกระแทกจะเริ่มเสื่อมลงโดยเฉพาะที่ข้อต่อที่รับน้ำหนักเช่นข้อเข่าและสะโพก จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับภาวะการเกิดข้อเสื่อม ข้ออักเสบ (Osteoarthritis)
  3. คอลลาเจนประเภทที่ 3 (type III) มักพบร่วมกับประเภทที่ 1 คือพบในผิว กล้ามเนื้อ และผนังหลอดเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกาย สามารถพบร่วมกับคอลลาเจนชนิดที่ แต่พบได้น้อยกว่าประมาณ 10 % โดยส่วนใหญ่มักพบในผนังหลอดเลือด แต่พบได้น้อยในข้อต่อต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างจากคอลลาเจนชนิดที่ 2
  4. คอลลาเจนประเภทที่ 4 (type IV) พบใน basal lamina และ basement membrane ในส่วนของ epithelium-secreted layer เป็นคอลลาเจนที่มีลักษณะเฉพาะตัวพบมากบริเวณเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุ้มกล้ามเนื้อและไขมันนอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในเรื่องการทำงานของระบบประสาทและเส้นเลือดอีกด้วย
  5. คอลลาเจนประเภทที่ 5 (type V) เป็นคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบของเยื่อบุเซลล์ต่าง ๆพบในผิวของเซลล์ และเส้นผม

* ซึ่งโดยปกติทั่วไปผิวหนังจะมีคอลลาเจนชนิดที่ 1 เป็นโครงสร้างหลักจึงมีแรงสปริงและยืดหยุ่นดีตามไปด้วย แต่หลังจากอายุ 25 ปี
โดยเฉลี่ยร่างกายของเราจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงปีละ 1 %ในขณะที่อัตราการสลายคอลลาเจนยังเท่าเดิม ทำให้ปริมาณคอลลาเจนในร่างกายลดลงเรื่อย ๆส่งผลให้ความแข็งแรงของผิวลดลงเมื่ออายุมากขึ้น  เกิดความหย่อนคล้อย และริ้วรอยตามมา

หน้าที่ของคอลลาเจน ที่มีต่อผิวหนัง ได้แก่

  • รักษาความตึง กระชับ เสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว
  •  ลดเลือนริ้วรอย และความหยาบกร้านของผิวหนัง
  •  รักษาสมดุลน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นผิว
  •  ส่งเสริมกระบวนการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์
  •  ปกป้องและสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างชั้นผิวภายใน

อัตราการเสื่อมลงของคอลลาเจน
อัตราการลดลงของคอลลาเจนในผิวหนังนั้นจะมีผลให้ผิวพรรณค่อยๆ สูญเสียความชุ่มชื้นยุบตัวลงผิวที่เคยสวยเต่งตึงก็จะเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นและสัญญาณของความร่วงโรยจะ ค่อยๆ เริ่มขึ้นเมื่ออายุ 30 ปี ผิวจะเริ่มหย่อนคล้อยยิ่งอายุเพิ่มขึ้นสัญญาณของความร่วงโรยก็จะเพิ่มเป็นเงาตามตัว



อายุกับการเสื่อม 
อายุ 30-39 ปี ผิวจะเริ่มมีรอยย่นบางๆ ทอดยาวบริเวณหน้าผากมีริ้วรอยเล็กๆ ใต้ขอบตาล่างและหางตาจะเห็นชัดเวลายิ้มและมีรอยย่นตรงระหว่างคิ้ว ซึ่งจะเห็นชัดเวลาหน้านิ่ว มีริ้วรอยบางๆ ที่ร่องแก้มจากจมูกจนถึงเหนือริมฝีปากอาจเกิดไฝ กระ ฝ้าทั้งแบบลึกและตื้น ขนาดของรูขุมขนจะเห็นชัดขึ้น

อายุ 40-49 ปี รอยย่นบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว ใต้ขอบตาล่างและหางตา เห็นชัดเจนมากขึ้น
รอยย่นข้างแก้มและร่องแก้มลึกทอดยาวไปจนจดมุมปาก มีฝ้าชนิดลึกมากขึ้นสภาพผิวเริ่มแห้งมีรูขุมขนใหญ่และเริ่มจะเป็นสิวอีกครั้ง มีติ่งเนื้อขึ้นกระจัดกระจายเป็นตุ่มเล็กๆสีน้ำตาลภาวะนี้เรียกว่าวัยเริ่มตกกระ

อายุ 50-64 ปี ผิวจะมีสภาพเหมือนกับวัย 40-49 ปี แต่มีความรุนแรงมากกว่า แต่จะมีรอยย่นตามร่องแก้มลึกทอดยาวไปจนถึงบริเวณใต้มุมปากมีฝ้าเกิดขึ้นและติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะคอลลาเจนจะเริ่มเสื่อมลงอย่างมาก

อายุ 65 ปี ขึ้นไป ผิวหนังหยาบกร้าน มีริ้วรอยทั่วหน้าริมฝีปากบ้างมีรอยย่นเหนือริมฝีปากส่วนการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ คล้ายกับวัย 50-64 ปี แต่มีความรุนแรงมากกว่า ดังนั้นจึงถือว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคนโดยที่เราไม่สามารถหยุดยั้งได้แต่เราสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของผิว พรรณและรักษาผิวไว้ให้ดูดีให้นานที่สุดได้เช่นเดียวกันโดยการใช้สารสกัดโปรตีนคอลลาเจนเพื่อทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไป




ข้อดีของการฉีด SCULPTRA

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ
  • โดยเติมเต็มคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้เรียงตัวแน่นขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ส่งผลให้ใบหน้ายกกระชับ รวมไปถึงร่องแก้ม ร่องมุมปาก และรูปหน้าที่ดีขึ้นลดลือนริ้วรอย ผิวเต่งตึงเรียบเนียนขึ้น
  • คืนความสมดุลให้ผิวอิ่มน้ำ ละเอียด แก้ปัญหาผิวหยาบกร้าน
  • ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าถึง 2 ปี ทำให้ Sculptra เป็นที่นิยมแพร่หลายในอเมริกา
  • โดยผลลัพธ์สามารถเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก
  • กำจัดเซลลูไลท์ส่วนเกินในหลายตำแหน่ง เช่น สะโพก ต้นขา ต้นแขน

Sculptra ทำงานอย่างไร ?
หลังจากฉีด Sculptra เข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวแล้ว ตัวยาจะเริ่มกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เข้าไปเติมเต็มช่องว่างที่ทำให้เกิดริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น ส่วนของสารสำคัญ PLLA จะค่อยๆถูกดูดซึมและมีการเปลี่ยนแปลงเป็น Lactic acid ไปกระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจน โดยผ่านการเรียกเม็ดเลือดขาวที่ชื่อว่า แมคโครฟาจ มาช่วยในการทำงาน โดยขบวนการดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 หลังรับการรักษา และเกิดการผลิตคอลลาเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

Sculptra เป็นอนุภาคของกรด Poly-L-Lactic (PLLA-SCA) ที่เมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตคอลลาเจนธรรมชาติของตัวเองให้เพิ่ม มากขึ้น รวมถึงฟื้นฟูโครงสร้างภายในชั้นลึกของผิวเพื่อให้ผิวมีความแข็งแรงขึ้น ทำให้ผิวดูยกกระชับขึ้น ผิวดูแน่นอิ่มฟู และช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวพร้อมปรับปรุงคุณภาพของผิวให้ดียิ่งขึ้น

***ผลการวิจัยพบว่า Sculptra PLLA นี้สามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิต Collagen type1 ได้สูงถึง
66.5% หลังจากฉีดไปแล้ว 3 เดือน ซึ่งถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่สามารถผลิต Collagen type1 ได้มากขนาดนี้



SCULPTRA เหมาะกับใคร และผู้ที่มีปัญหาผิวแบบไหน ?

  • ผู้ที่มีปัญหาคอลลาเจนผิวเสื่อมสภาพ ผิวบาง ผิวหลวม ไม่กระชับ
  • มีริ้วรอยบริเวณแก้มที่เห็นได้ชัด
  • ผู้ที่มีริ้วรอยที่แก้ม เวลายิ้ม
  • ผู้ที่มีภาวะผิวหย่อนคล้อย ใบหน้าตอบ
  • ผู้ที่มีผิวบางลง จากวัยที่มากขึ้น
  • ผู้ที่มีภาวะเนื้อแก้มตอบ หน้าโทรม
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์จากการฉีดที่ยาวนาน เพราะจากการวิจัยพบว่า Sculptra
  • สามารถให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้ยาวนานกว่า 2 ปี
  • ผู้ที่ทำเลเซอร์ยกกระชับใบหน้า แล้วไม่เห็นผล

หลังการฉีด SCULPTRA สามารถเห็นผลทันทีเลยหรือไม่ ?
เนื่องจากตัวยาของ Sculptra มีความเป็นน้ำ หลังการฉีดช่วงแรกจะรู้สึกใบหน้าอิ่มฟูหรืออาจบวมขึ้นได้จากสารละลายน้ำนี้ (Volume Effect) ตัวสาร PLLA จะค่อยๆเข้าไปทำปฏิกิริยาในผิวชั้นลึก ซึ่งเมื่อเข้าสู่วันที่ 5 ของการรับการรักษา ขบวนการผลิตคอลลาเจนจึงเริ่มต้นขึ้น โดยจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงได้หลังการฉีดประมาณ 3-4 สัปดาห์เป็นต้นไป


ผลการรักษาอยู่ได้นานแค่ไหน ? 
ผลลัพธ์หลังการรักษาจะอยู่ได้นานถึง 24 เดือน หรือ 2 ปี เพราะเป็นการคงอยู่ของคอลลาเจนที่สร้างขึ้นด้วยตนเองตามธรรมชาติ ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าเป็นคอลลาเจนจากการเติมเต็มที่เกิดขึ้นถาวร โดยในบางรายอาจอยู่ได้ถึง 3 ปี ขึ้นกับการดูแลและสภาพผิวพื้นฐานของแต่ละบุคคล


ต้องทำการรักษาประมาณกี่ครั้ง ?
การฉีด Sculptra ต้องผ่านการประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าปัญหาเหมาะกับการทำจำนวนกี่ครั้ง ซึ่งแต่ละคนจะไม่เท่ากัน หากปัญหาเยอะมากๆ อาจจะต้องทำประมาณ 2-4 ครั้ง โดยห่างกันทุก 6 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจสูงสุด


ผลข้างเคียงหลังฉีด SCULPTRA
อาการทั่วไปจะมีเพียงอาการบวม แดง จุดช้ำและมีอาการปวดระบมเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปได้เองใน 2-3 วันหลังฉีด ผลข้างเคียงอื่นๆ อาจรวมถึงก้อนเล็กๆ ใต้ผิวหนัง โดยมีหรือไม่มีการอักเสบหรือผิวหนังเปลี่ยนสีก็ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แนะนำให้นวดบริเวณที่ฉีด Sculptra ทุกวันหลังฉีดต่อเนื่องประมาณ 5 วัน วันละ 5 รอบ รอบละ 5 นาที


SCULPTRA ปลอดภัยหรือไม่ ?
Sculptra ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (USFDA) และถูกใช้ทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1999 และยังปราศจากส่วนผสมของมนุษย์และสัตว์ มีความเข้ากันได้ทางชีวภาพ โดยองค์ประกอบได้รับการปรับให้เข้ากับร่างกายมนุษย์มากที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงและการปฏิเสธ จึงไม่จำเป็นต้องมีการทดสอบการแพ้ก่อนการรักษา เมื่อเวลาผ่านไปสารออกฤทธิ์จะถูกย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกายอย่างสมบูรณ์


ข้อควรระวังในการฉีด SCULPTRA
Sculptra เป็นการฉีดที่ไม่เหมือนใคร และควรฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมมาเท่านั้น หากไม่มีประสบการณ์แล้วฉีดเข้าเส้นเลือดเพราะอาจทำให้หลอดเลือดอุดตัน กล้ามเนื้อตาย หรือเส้นเลือดอุดตันได้

  • ไม่ควรใช้ Sculptra ในผู้ที่แพ้ส่วนผสมใดๆ ของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ poly-L-lactic acid”(PLLA), carboxymethylcellulose (USP) , non-pyrogenic mannitol (USP)
  • ผู้ที่มีประวัติการเกิดคีลอยด์หรือมีแผลเป็นนูน
  • ผู้ที่มีประวัติเคยแพ้ชนิดรุนแรง (Anaphylaxis)
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเกิดการอักเสบในตำแหน่งที่ทำ
  • ไม่ควรใช้ ในระหว่างตั้งครรภ์ ให้นมบุตร


แนะนำวิธีการเตรียมตัวก่อนที่จะมารักษาด้วย Sculptra
  • ควรหยุดการใช้ยาแก้ปวด กลุ่มยาแอสไพริน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีดเพื่อป้องการอาการบวมช้ำ
  • งดวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลยาก เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา Fish oil พริมโรส Ginko โสม เป็นต้น เป็นเวลา 2 สัปดาห์
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-3 วัน ก่อนการฉีด
  • ดูแลสุขภาพร่างกายอยู่ในสภาพปกติแข็งแรงดี
  • ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง และไม่ได้อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่


สามารถทำ Sculptra ร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม ?
แนะนำหลังจากทำ Sculptra ไปแล้ว 4-6 สัปดาห์ ในตำแหน่งเดียวกัน


เปรียบเทียบ Sculptra กับ Filler
Sculptra สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีกว่าสารเติมเต็ม Filler เป็นอย่างมาก ในขณะที่ Filler มีความสามารถในการเติมเต็ม เพิ่มVolume ได้ดีกว่า ดังนั้นการจะเลือกการรักษาตัวใดจึงขึ้นกับปัญหาของคนไข้เป็นสำคัญ

การดูแลหลังการรักษา : 
  • สามารถล้างหน้า แต่งหน้าได้ หลังฉีด 24 ชั่วโมง 
  • ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังการรักษา ให้ประคบเย็น เพื่อลดอาการปวด บวมช้ำ
  • ใน 48 ชั่วโมงแรก งดออกกำลังกายหนัก งดซาวน่า และงดออกแดดจัด
  • นวดคลึงบริเวณที่ฉีดด้วยหลักการ Triple-5 เพื่อให้อนุภาคสาร PLLA กระจายตัวกระตุ้นคอลลาเจนไปได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะต้องทำการนวด เป็นระยะเวลาติดต่อกัน5 วัน วันละ 5 ครั้ง ครั้งละ 5 นาที เพื่อทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
  • รับประทานวิตามินซีอย่างน้อยวันละ 1,000 มิลลิกรัม ในช่วง 3 เดือนแรก เพื่อเสริมการทำงานของคอลลาเจน

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้